Butterfly Effect ของการเปลี่ยนจากกลุ่มทุนลุงแซมไปซบเศรษฐีน้ำมัน ?

กลายเป็นข่าวดังขึ้นมาทันที หลังจากที่ โมอาด มาห์ชู๊บ เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลและเครือราชวงศ์ของซาอุดิอาระเบีย ออกมาป่าวประกาศด้วยความภาคภูมิใจเต็มเปี่ยมว่า นักลงทุนชาวซาอุดิอาระเบียได้ทำข้อตกลงซื้อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้เรียบร้อย

    ที่จริง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีข่าวเรื่องการจะเปลี่ยนเจ้าของทีมมานานแล้ว หลังจากที่ โมฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งประเทศซาอุดิอาระเบีย UFABET369 ทรงสนพระทัยที่จะเข้าเทคโอเวอร์ แมนฯ ยูไนเต็ด มาโดยตลอด และเคยยื่นข้อเสนอขอซื้อไป 2 ครั้ง ก่อนที่จะโดนบอกปัดไปทั้งหมด

    ถ้าหากนี่เป็นเรื่องจริง แฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด หลายคนก็คงดีใจกันสุดๆ เพราะพวกเขาไม่พอใจกับการบริหารงานของตระกูลเกลเซอร์มานานแล้ว แถมช่วงที่ผ่านมาทีมรักของพวกเขาก็ยังมีผลงานที่เลวร้ายสุดๆ จนทำให้คิดว่ามันควรจะถึงเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สักที

แน่นอนว่าการเข้ามาของกลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบียก็คงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อาทิเช่น เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารคนปัจจุบันที่คงจะต้องตกงาน เพราะเขาถือเป็นเหมือนมือขวาของตระกูลเกลเซอร์ กลุ่มเศรษฐีชาวอเมริกันของ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตาม มันก็น่าสนใจเช่นกันว่าประเด็นสำคัญระดับที่อาจจะส่งผลถึงอนาคตของทีมจะเปลี่ยนไปด้วยรึเปล่า

    – ผู้อำนวยการกีฬา
    ตลอดเวลาที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เคยมีผู้อำนวยการกีฬาแม้แต่คนเดียว ซึ่งไม่นานมานี้ผู้บริหารชุดปัจจุบันของทีมก็เปลี่ยนแนวคิด และตั้งใจที่จะแต่งตั้งผู้อำนวยการกีฬาคนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรสักที แต่มันก็ใช้เวลานานจนยังไม่ได้ใครมารับตำแหน่งนั้น

 บรรดาคนที่ตกเป็นข่าวกับตำแหน่งดังกล่าวก็มีมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็นบรรดาอดีตนักเตะของทีมอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์, ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ ไปจนถึงคนนอกอย่างเช่น ราล์ฟ รังนิค ที่เคยฝากผลงานชิ้นโบว์แดงเอาไว้กับ แอร์เบ ไลป์ซิก

    อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของกลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบียก็จะหมายความว่าทุกอย่างมันต้องเริ่มต้นกันใหม่ โดยต้องย้อนไปจนถึงเรื่องที่ว่าพวกเขาอยากให้มีตำแหน่งดังกล่าวหรือไม่เลย และถ้าพวกเขายังอยากหาผอ.กีฬาจริงๆ คนที่พวกเขาสนใจก็อาจจะไม่ใช่ชื่อในเบื้องต้นเลยก็ได้

    – นโยบายทำทีม
    บอร์ดบริหาร แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดปัจจุบัน พยายามทำทีมด้วยการเน้นดึงนักเตะอายุน้อยมาร่วมทีม หรือไม่ก็เสริมทัพโดยพุ่งเป้าไปยังนักเตะในสหราชอาณาจักรเป็นหลัก โดยการใช้งานแข้งอายุน้อยทำให้มีโอกาสที่พวกเขาจะอยู่ช่วยทีมไปอีกนาน ส่วนในประเด็นของแข้งสหราชอาณาจักรมันถูกให้ความสำคัญเพราะคนใหญ่คนโตของทีมเชื่อว่าแข้งเหล่านั้นเข้าใจวัฒนธรรมของฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

คำถามก็คือกลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบียจะมีนโยบายแบบเดียวกันรึเปล่า ? เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาบรรดามหาเศรษฐีจากย่านตะวันออกกลางที่เข้ามาเทคโอเวอร์ทีมฟุตบอลในทวีปยุโรปต่างก็เน้นไปที่การซื้อแข้งชื่อดังทั่วโลกเป็นหลักมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ของ กาตาร์ สปอร์ตส์ อินเวสเมนต์ส ที่นำโดย นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ และ ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป ซึ่งนำโดย ชีค มันซูร์ บิน ซาเย็ด อัล นาห์ยาน

    – โอเล่ กุนนาร์ โซลชา
    ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดช่วงที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้เลวร้ายสุดๆ โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูกาลนี้นั้น สิ่งที่ช่วยทำให้ โซลชา ยังไม่โดนปลดออกจากตำแหน่งคือสถานะการเป็นตำนานของทีม และความสัมพันธ์ที่ดีของเขากับ วู้ดเวิร์ด

 โซลชา ตั้งใจที่จะทำทีมโดยมองถึงความสำเร็จระยะยาว จนถึงขนาดมองว่าทีมควรจะยอมทนทุกข์กับผลงานที่แย่ๆ เป็นระยะเวลาสั้นๆ ไปก่อน ไม่ว่าจะกินระยะเวลาสัก 1 หรือ 2 ฤดูกาล ซึ่ง วู้ดเวิร์ด ก็เห็นดีเห็นงามกับเรื่องนั้น และพอเขาไปอธิบายอย่างนั้นกับตระกูลเกลเซอร์ กลุ่มเศรษฐีจากแดนลุงแซมก็อนุมัติแผนงานของ โซลชา ตามไปด้วย

  ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านบริหารขึ้นมา คำถามก็คือ โซลชา จะยังได้รับไฟเขียวให้ค่อยๆ ทำทีมไปเรื่อยๆ อยู่รึเปล่า ? และถ้าผลงานในระยะเวลาสั้นๆ มันย่ำแย่แล้วล่ะก็ ตำแหน่งของ โซลชา จะยังมั่นคงอยู่หรือไม่ ?

    หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด กลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบีย จะไม่เอาคนอื่นที่พวกเขาถูกใจมาคุมทีมแทน โซลชา ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาเทคโอเวอร์รึเปล่า ?

ช่องทางในการติดตามข่าวสาร ponceyhighland.com